เกษียณเท่ากับเลิกจ้าง...ลูกจ้างเฮ...นายจ้างเตรียมเงินชดเชยสำรองไว้...

17 กรกฎาคม 2562


เกษียณเท่ากับเลิกจ้าง ลูกจ้างเฮ นายจ้างเตรียมเงินชดเชยสำรองไว้...



ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่า ถ้าเราโดนเลิกจ้าง นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้างให้เรา (เป็นค่าทำขวัญ) แต่ข่าวดีที่หลายคนอาจยังไม่รู้ก็คือ ตอนนี้ กฎหมายแรงงานได้กำหนดเพิ่มเติมว่า “การเกษียณ” เท่ากับการเลิกจ้าง ซึ่งหมายความว่านายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้ลูกจ้างในตอนที่เกษียณ อีกทั้ง กฎหมายแรงงานยังได้กำหนดอายุเกษียณไว้เป็น 60 ปี (กันคนที่ไม่ยอมกำหนดอายุเกษียณ หรือกำหนดอายุเกษียณไกลเกินไป)


โดยอัตราค่าชดเชยตามอายุงาน คือ อายุงานมากกว่า 10 ปี ได้รับการชดเชย 10 เดือน หรือ 300 วัน หากทำงาน 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี ได้รับการชดเชย 8 เดือน อายุงาน 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี จะได้รับค่าชดเชย 6 เดือน ทำงาน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี จะได้ค่าชดเชย 3 เดือน และทำงาน 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี ได้รับค่าชดเชย 1 เดือน


เกษียณอายุเท่ากับเลิกจ้าง

 

ข่าวดีซ้ำสองอีก คือ ตอนนี้ยังมีประเด็นในการปรับปรุง พรบ.คุ้มครองแรงงาน ซึ่ง ครม. ก็เพิ่งอนุมัติไปว่า ถ้าทำงานเกิน 20 ปี จะได้เงินชดเชย 400 วัน (13.3 เดือน) ซึ่งเราก็คงต้องรอฟังข่าวดีนี้กัน

        ถ้าเราไปดูที่ตัวกฎหมาย ให้อ้างอิงถึง มาตรา 118/1 ที่ถือว่าการเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรค 2 เพื่อให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง และกำหนดอายุของการเกษียณอายุไว้ที่ 60 ปีบริบูรณ์

        นายจ้างจึงไม่สามารถนั่งนิ่งนอนใจว่า ไว้รอให้ลูกจ้างเกษียณก่อนแล้วค่อยหาเงินมาจ่ายให้ เพราะถ้าทำแบบนั้น ในอนาคตบริษัทอาจจะหาเงินมาจ่ายไม่ไหว สุดท้ายคนที่เดือดร้อนก็คือลูกจ้างนี่แหละครับ

        นายจ้างจึงต้องเตรียมตัวหาเงินมาสำรองเป็นกองทุนไว้แต่เนิ่น ๆ หรืออย่างน้อยก็ต้องตั้งเป็นหนี้สินของบริษัท (แน่นอนว่าเจ้าหนี้คือลูกจ้าง) ไว้เตรียมจ่ายเป็นเงินชดเชยยามที่ลูกจ้างเกษียณ

และนั่นเป็นที่มาที่นายจ้างต้อง คำนวณผลประโยชน์พนักงาน ให้ตั้งเงินสำรองรับรู้เป็นภาระหนี้สินของบริษัท และทยอยรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปีเอาไว้

     

ค่าชดเชยจากการเกษียณ


แต่การที่นายจ้างจะเตรียมจ่ายเงินในอนาคตอันไกลโพ้นเหล่านี้ มันคาดการณ์ได้ยากยิ่งเสียนี่กระไร เพราะไม่รู้แน่ว่าตกลงว่า ลูกจ้างแต่ละคนนั้นจะมีเงินเดือนในตอนนั้นเท่าไรในตอนที่เกษียณ และจะมีโอกาสทำงานอยู่กับบริษัทจนถึงเกษียณเป็นจำนวนเท่าไร ใครจะอยู่ ใครจะไป ซึ่งถ้าจะให้ไปตั้งหนี้สินแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็คงจะผิดหลักการ กลายเป็นต้องตั้งเต็มจำนวนซึ่งก็จะมากเกินไปจากความเป็นจริงหลายเท่าตัว

       

ถ้ามองกันดี ๆ แล้ว การคำนวณเงินสำรองสำหรับ ค่าชดเชยจากการเกษียณ เป็นการการันตีผลประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับตอนที่ทำงานจนถึงอายุเกษียณ ซึ่งหลักการตั้งเงินสำรองจะเหมือนกับหลักการเดียวกับแบบประกันชีวิต ที่การันตีผลประโยชน์ให้ในอนาคตที่ระบุไว้ ซึ่งหลักการที่ว่านี้จะอาศัยหลัก คณิตศาสตร์ประกันภัย ในการคำนวณ เพื่อตั้งสำรองให้เหมาะสมไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไป


เพราะโอกาสที่พนักงานแต่ละคนจะได้รับเงินชดเชย ก็ไม่ใช่ 100% และเรายังสามารถนำเงินไปลงทุนก่อนได้ จึงทำให้เราไม่ต้องทยอยตั้งสำรองเต็มจำนวน ซึ่งเงินที่ต้องเตรียมไว้จ่ายค่าชดเชยของแต่ละคนในยามเกษียณนั้น แทนที่จะต้องตั้งสำรองจ่ายเต็ม ๆ เราก็คำนวณโดยหลัก คณิตศาสตร์ประกันภัย แล้วลดทอนด้วยหลักความน่าจะเป็น (ที่มีโอกาสไม่จ่าย) และหลักการลงทุนดอกเบี้ยทบต้น (ที่มีโอกาสให้เงินทำงานงอกเงยดอกเบี้ย)

การคำนวณทางหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย แบบประกันชีวิตที่ประมาณไปในอนาคตระยะยาว จะทำให้นายจ้างไม่ต้องตั้งสำรองเต็ม และสามารถตั้งหนี้สินได้น้อยลงไปเยอะ 


นักคณิตศาสตร์ประกันภัยรับคำนวณเงินชดเชยสำรอง


วิธีการนี้มีใช้กันอยู่แล้วครับ เช่น บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทมหาชน จะใช้ มาตรฐานการบัญชีไทยฉบับที่ 19 (TAS19) เรื่อง ผลประโยชน์พนักงาน ที่ใช้หลัก คณิตศาสตร์ประกันภัย ในการคำนวณดังกล่าว เพื่อตั้งสำรองแบบนี้ไว้อยู่แล้ว

 ...ถึงจะซับซ้อนแต่ก็มีประโยชน์มากนะครับ... ซึ่งการ คำนวณผลประโยชน์พนักงาน ดังกล่าว ก็เหมือนกับการคำนวณผลประโยชน์ของกรมธรรม์ประกันชีวิต ทำให้เราสามารถใช้หลัก คณิตศาสตร์ประกันภัย มาคำนวณให้ได้ 


Reference: Post Today Newspaper


นายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย
อาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย 
อาจารย์ที่ปรึกษาบทภาพยนตร์ Love Battle รัก 2 ปียินดีคืนเงิน
และผู้แต่งหนังสือ 
  •  The Top Job Secret ภาค 1 - อาชีพเงินล้านที่คนไทยยังไม่รู้จัก
  •  The Top Job Secret ภาค 2 - ทำน้อยได้มาก ฉลาดเลือกงาน 
  • ให้เงินทำงาน ภาค 1 - การจัดการสินทรัพย์และหนี้สินให้ถูกวิธี (Asset Liability Management)
  • ให้เงินทำงาน ภาค 2 - วิเคราะห์ภาษีกับนักคณิตศาสตร์ประกันภัย (ตัดสินใจวางแผนการออมเพื่อประโยชน์ทางภาษี)


Like Share

บทความอื่น