26 กันยายน 2561
สำหรับฉบับนี้ ผมขอนำรายละเอียดที่เป็นเรื่องราวของทิศทางภาพรวมในประเทศ เพื่อการขับเคลื่อนเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 อย่างยั่งยืนและมั่นคง ซึ่งบทความนี้เป็นปาฐกถาจากท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านหนึ่ง "คุณกรณ์ จาติกวณิช" ที่เคยได้กล่าวไว้ให้กับสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย ซึ่งปาฐกถาของท่าน ได้กล่าวถึงเรื่อง “ข้อมูลจากนักวิเคราะห์” กับการนำไปใช้ในระดับของผู้กำหนดนโยบายของประเทศ รวมถึง ปัญหาประชากรศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย ไว้ดังนี้
“นักการเมืองตัดสินใจอย่างไม่มีเหตุผล หรือไม่ยอมเชื่อข้อมูลจากนักวิเคราะห์กันแน่
อันที่จริงเป็นเพราะความเสี่ยงทางการเมืองมากกว่าหรือไม่
เพราะในตอนนั้นภาวะแล้งจะถือเป็นปัญหาใหม่ ซึ่งคงจะไม่ค่อยมีคนวิจารณ์กันซักเท่าไหร่
แต่หากเกิดน้ำท่วมซ้ำอีกครั้ง อันนั้นประชาชนคงรับไม่ได้แน่
ดังนั้น นักคณิตศาสตร์ประกันภัย จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่วิเคราะห์มาจะเป็นไปในทิศทางใด
หากคนที่นำข้อมูลเหล่านั้นไปตัดสินใจแล้วปรากฎว่าออกมาผิดทาง
(เช่น ปรากฎว่าไม่มีภาวะแล้ง แต่เกิดน้ำท่วมซ้ำรอยแทน)
ก็จะมีผลทางการเมืองอย่างมากกับคนที่ตัดสินใจ
หรือ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย จะทำอย่างไรที่จะผลักดันให้
ผู้กำหนดนโยบายได้ตัดสินใจบนการพยากรณ์หรือจำลองอนาคตถึงภัยพิบัติล่วงหน้า ทั้ง ๆ
ที่รู้ว่าถ้าทำแล้วก็จะยังไม่เห็นผลลัพธ์ในทันที (แต่จะเกิดในระยะยาว
ซึ่งผู้กำหนดนโยบายตอนนั้นอาจจะเปลี่ยนคน และปิดทองหลังพระไป)
ในความเห็นของผม ผมคิดว่าคำตอบนั้นคือ ผู้กำกับดูแล (Regulator)
ซึ่งเป็นคนที่ใช้อำนาจกฎหมายระหว่าง Policymaker (ผู้กำหนดนโยบาย) และ นักวิเคราะห์ นักวางระบบ เช่น นักคณิตศาสตร์ประกันภัย
เป็นต้น
ธนาคารกลาง (ธนาคารแห่งประเทศไทย) เป็นตัวอย่างที่ดีที่วิเคราะห์ความเสี่ยงในตลาดการเงิน และออกมาสื่อสารกับสาธารณะ พร้อมทั้งเตือนเรื่องของอันตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระบบการเงินของประเทศ ซึ่งถ้าภาคธนาคารก้าวกระโดดเร็วเกินไป ธนาคารกลางก็จะออกมากำกับให้ใกล้ชิดขึ้น หรือถ้าการผู้ยืมมีมากเกินไป ธนาคารกลางก็จะออกมาขึ้นดอกเบี้ย
ดังนั้น หน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) จึงเกิดขึ้นมา
เพราะการตัดสินใจในทิศทางของประเทศเหล่านี้ไม่ควรตกอยู่ในมือของนักการเมืองแต่เพียงผู้เดียว
ยังมีอีกหลายอย่างที่หน่วยงานกำกับทั้งหลายต้องใช้ความพยายามเพื่อที่จะสร้างการเชื่อมต่อระหว่างบทวิเคราะห์ของ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย กับการตัดสินใจทางการเมือง
เพราะถ้าเราทำไม่สำเร็จ ประเทศของเราคงจะเผชิญกับความลำบากในอนาคตเป็นแน่
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเท่านั้น
หากแต่เป็นประเทศในแถบเอเชียทั้งหมด ดังจะเห็นได้ว่าหลังจากวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 นั้น เราได้เชื่อมโยงกัน เพราะการกำกับดูแลได้พัฒนาขึ้นแล้ว
ขอยกอีกหนึ่งตัวอย่าง
เกี่ยวกับปัญหาประชากรศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย
โดยประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติมากกว่า ประเทศอื่น ๆ
และก็ยังไม่มีการเตรียมการอย่างเพียงพอ เรื่องปัญหาสวัสดิการหลังการเกษียณอายุจะอยู่กับประเทศไปอีกนาน
นี่ไม่ใช่เป็นแค่ปัญหาในระดับการเมือง แต่จะมีผลกระทบกับสังคมเราอย่างมาก โดยภายในอีก 20 ปีข้างหน้า
ไทยเรากำลังจะเปลี่ยนจาก “คนทำงาน 4 คน ต่อ คนสูงอายุ 1
คน” กลายเป็น “คนทำงาน 2 คน ต่อคนสูงอายุ 1
คน” และเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อเตรียมตัวกันตั้งแต่วันนี้ อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือเรื่องน้ำ ที่ไม่ใช่น้ำท่วม
แต่เป็นเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำที่ขาดแคลน
จะมีต้นไม้หรือพืชเศรษฐกิจชนิดไหนที่ควรปลูกในสถานการณ์ที่น้ำเป็นสิ่งหายาก และควรจะปลูกมันที่ไหน
คำถามเหล่านี้ยังเป็นประเด็นที่รอคำตอบอยู่
ในบางครั้งคราวที่ วิชาชีพคณิตศาสตร์ประกันภัย และผู้กำหนดนโยบายได้ทำงานร่วมกัน
โดยจากนโยบายที่ผ่านมาที่ผมได้รับผิดชอบในช่วงสมัยปี พ.ศ.2554
นั้นคือ การประกันพืชผล
โดยเอาเรื่องความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศออกไปจากการทำการเกษตร และเพิ่มความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในวงกว้างเท่าใดนัก
เพราะความเสี่ยงควรที่จะต้องถูกกระจายออกไปให้เพียงพอมากกว่านี้
เพื่อให้เบี้ยประกันภัยอยู่ในระดับที่รับได้
แต่ผมเชื่อว่าประเทศไทยในอนาคตจะสามารถก้าวผ่าน “กับดักรายได้ปานกลาง” ไปได้ ถ้าเราสามารถจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่เราจะต้องพัฒนาวิชาชีพคณิตศาสตร์ประกันภัยให้มีมาตรฐาน และมีจำนวนมากเพียงพอ แต่เรายังจะต้องสร้างความชัดเจนระหว่าง วิชาชีพคณิตศาสตร์ประกันภัย กับกระบวนการตัดสินใจต่าง ๆ ของประเทศ และถ้าเราทำให้มันสำเร็จได้