IFRS9 & Actuary

24 กันยายน 2561

        ตาม ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.ได้มีการประชุมนำมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 เข้ามาใช้ในประเทศไทย ส่งผลให้ธุรกิจในประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ทันต่อมาตรฐานบัญชีฉบับใหม่ในครั้งนี้ โดยมีจุดประสงค์คือ เพื่อให้การลงบัญชีมีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนไปเป็นตามที่มาตรฐานที่ทั่วโลกนั้นใช้กัน จาก มาตรฐานเดิม IAS 39 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ใน มกราคม 2562

        มาตรฐานการรายงานทางการเงิน หรือ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ เป็นมาตรฐาน เกี่ยวกับ เครื่องมือทางการเงินที่มีวัตถุประสงค์คือ การจัดทำรายงานทางการเงินสำหรับ สินทรัพย์ทางการเงิน และ หนี้สินทางการเงิน” เพื่อเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งบการเงินในการประเมินถึงจำนวนเงิน ช่วงเวลา และความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดในอนาคตของกิจการ โดยสามารถแบ่งเป็น เรื่องหลักๆ คือ

        - การจัดประเภทรายการและวัดมูลค่า (Classification and Measurement)

        - การด้อยค่าของเครื่องมือทางการเงิน (Impairment) 

        - การป้องกันความเสี่ยงทางบัญชี (Hedge Accounting)

        การจัดประเภทรายการและวัดมูลค่า คือ การดูรูปแบบการดำเนินธุรกิจของกิจการในการจัดการสินทรัพย์ทางการเงิน และลักษณะของกระแสเงินสดตามสัญญาของสินทรัพย์ทางการเงิน  

แล้วอะไรคือการด้อยค่าของเครื่องมือทางการเงิน (Impairment) ตามมาตรฐาน IFRS 9

            ยกตัวอย่างจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ปัจจุบันการตั้งสำรองของลูกหนี้ปกติที่ค้างชำระ 0-30 วัน สำรองแค่ 1% ของวงเงินสินเชื่อ แต่เกณฑ์ใหม่ให้ตั้งสำรองตามโอกาสความเสี่ยงในรอบ 12 เดือนข้างหน้า โดยอาจดูจากพฤติกรรมการชำระหนี้ในอดีตว่าเคยมีประวัติค้างชำระหรือไม่ และมองไปข้างหน้าว่าโอกาสจะผิดนัดชำระหรือไม่ ซึ่งหากมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ แบงก์ก็อาจต้องตั้งสำรองกลุ่มนี้มากกว่า 1% สำหรับลูกหนี้ที่ค้างชำระ 30-90 วัน เดิมแบงก์ตั้งสำรอง 2% เกณฑ์ใหม่พิจารณาการตั้งสำรองบนโอกาสการผิดนัดชำระหนี้ตลอดอายุสัญญาการกู้ เช่น หากค้างชำระแล้ว 1 งวด และมีความเสี่ยงผิดนัดชำระงวดที่ 2 แบงก์อาจต้องตั้งสำรองเพิ่มเป็น 10% หรืออาจต้องตั้งสำรองเต็ม 100% ได้

            จากตัวอย่างข้างต้น ธนาคารมีการตั้งสำรองจากพฤติกรรมการชำระหนี้ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น ระดับตามหลัก “Expected Credit Loss” กล่าวคือ

            1) หากลูกหนี้ไม่มีการผิดนัดชำระเลย จะมีการตั้งเงินสำรองตามกระแสเงินสดที่จะได้รับภายใน 12 เดือน (12 month expected credit losses)

            2) หากลูกหนี้มีความเสี่ยงการผิดนัดชำระสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะต้องการตั้งสำรองโดยคำนวณใหม่ตามอายุของตราสารนั้น ๆ แทน (Lifetime expected credit losses)

            3)  หากลูกหนี้ปฏิบัติผิดสัญญา มีประวัติการค้างชำระหรือผิดนัดชำระ  กิจการจะตั้งสำรองเพิ่มตามสัดส่วน ความเสี่ยงที่สูงขึ้นและพิจารณากระแสเงินสดตามอายุของตราสารนั้น ๆ แทน (Lifetime expected credit losses)

            สุดท้ายคือ การบัญชีป้องกันความเสี่ยง (Hedge accounting) เป็นหนึ่งในมาตรฐานการบัญชีที่เจ้าของกิจการจำเป็นต้องทำเพื่อลดผลกระทบและกระจายความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับมูลค่าของสินทรัพย์ที่ครอบครอง

            แล้วนักคณิตศาสตร์ประกันภัยมีส่วนร่วมกับการทำมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับนี้ยังไง ตามมาตรฐาน IFRS9 ได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อลดช่องโหว่ทดแทนมาตรฐานฉบับเดิมกล่าวคือ จะมีการลงบัญชีก็ต่อเมื่อเกิดการผิดนัดชำระไปแล้ว ซึ่งเป็นการลงบัญชีแบบไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถนำไปตั้งเงินสำรองของกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มาตรฐานฉบับใหม่นั้นมีการนำหลักการทางคณิตศาสตร์ประกันภัยมาประยุกต์นั้นก็คือ การคิดความน่าจะเป็นที่ลูกหนี้จะผิดนัดชำระ (Probability of Default) ในส่วนของ การด้อยค่าของเครื่องมือทางการเงิน (Impairment)

            แล้วนักคณิตศาสตร์ประกันภัยทำงานอย่างไร โดยทั่วไปแล้วสำหรับนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงนั้นเปรียบเสมือนโอกาสสำหรับพวกเขา เพราะงานของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย คือ การวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีต ประเมินความเสี่ยงในปัจจุบัน และสร้างโมเดลคาดการณ์เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจจะมีการพยากรณ์หรือทำนายในระยะยาวเพื่อที่จะประเมินสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้มากที่สุด และโอกาสของสิ่งที่ดีที่สุดรวมถึงเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แต่อย่างไรก็ตามนักคณิตศาสตร์ประกันภัยไม่ได้ทำงานแค่ในธุรกิจประกันภัยตามชื่อเท่านั้น แต่สามารถทำงานร่วมกับบริษัทประกันภัย, สถาบันทางการเงินต่าง ๆ, ธนาคารพาณิชย์, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, หน่วยงานภาครัฐ และอื่น ๆอีกมากมาย

           สรุปคือ การคิดความน่าจะเป็นที่ลูกหนี้จะผิดนัดชำระ (Probability of Default) ในส่วนของ การด้อยค่าของเครื่องมือทางการเงิน (Impairment) นั้นสามารถอธิบายได้จาก “การวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีต ประเมินความเสี่ยงในปัจจุบัน และสร้างโมเดลคาดการณ์เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” คือ นักคณิตศาสตร์จะเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาจำลองและสร้างโมเดลคาดการณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในที่ นี้คือ ความน่าจะเป็นที่ลูกหนี้จะผิดนัดชำระ (Probability of Default) แล้วนำสิ่งที่ได้นี้ไปประยุกต์ใช้กับมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับใหม่ ในส่วนของการตั้งสำรองของกิจการเพื่อให้เป็นไปตามาตรฐานสากล


ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ


โดย : นักคณิตศาสตร์ประกันภัย คุณวุฒิระดับเฟลโล่                               

อาจารย์พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (อาจารย์ทอมมี่)                                                          

FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)