ฟิสเนสเจ๊งแล้วมีจ่ายหรือไม่ (กับธุรกิจชำระเบี้ยครั้งเดียว)

9 ตุลาคม 2561

               เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวที่ประชาชนแห่ร้องเรียนฟิสเนสแห่งหนึ่ง จนสคบ. ต้องเข้ามาช่วยดูแล ซึ่งทำให้หวนคิดถึงเหตุการณ์ของ California fitness ว่าเหตุการณ์นี้จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่

               เรื่องราวของข่าวนี้จะจบลงอย่างไรนั้นก็อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถหยิบยกขึ้นมาคุยกันได้ก็คือ ผลกระทบที่เกิดกับตัวลูกค้านั้นคงจะมีขึ้นไม่มากก็น้อยอยู่เป็นแน่ โดยเฉพาะถ้าย้อนไปถึง California fitness คนที่เสียค่าสมาชิกแบบชำระครั้งเดียว แต่บริษัทสัญญาว่าจะให้บริการไปตลอดชีวิต

คุ้นๆ ไหมครับว่าวิธีการแบบนี้มันเหมือนกับสินค้าของบริษัทประกันอยู่ไม่น้อย โดยภาษาทางการของแบบประกันนั้นจะเรียกว่า ซิงเกิลพรีเมียม (Single Premium) ซึ่งคงไม่ได้แปลว่า “พรีเมียมที่ยังโสดอยู่” แต่มันคือแบบประกันที่ชำระเบี้ยครั้งเดียว คุ้มครองยาวๆ เช่น 10 ปี หรือ 20 ปี เป็นต้น

ต่างกันตรงที่ตัวสินค้าสำหรับบางธุรกิจที่ไม่ได้มีเงินคืนเวลาในเวลาที่ไม่ตาย หรือจ่ายเงินค่าสินไหมให้ในเวลาที่ตาย เพียงแต่ธุรกิจเหล่านั้นได้สัญญาว่าจะให้บริการตลอดระยะเวลาที่กำหนดไว้ (แต่ไม่มีสิทธิ์ให้ถอน หรือถ้าถอนออกแล้วก็จะไม่ได้รับเงินคืนใดๆ) และถ้าในสัญญาเขียนว่าตลอดชีวิต ก็หมายถึงตลอดชีวิตของผู้บริโภคเอง หรือไม่ก็ตลอดชีวิตของบริษัท (จนกว่าบริษัทจะเจ๊ง) ซึ่งแล้วแต่ว่าอย่างไหนจะสิ้นอายุขัยก่อนกัน

               ธุรกิจประกันภัยเป็นธุรกิจที่ได้รับเงินก้อนมาก่อนและมีพันธะที่จะต้องส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าไปตามที่สัญญาเอาไว้ ซึ่งในที่นี้ก็คือ “ความคุ้มครอง” หรือ “เงินคืนเมื่อสิ้นสุดสัญญา” และเมื่อเป็นแบบนี้แล้วบริษัทประกันภัยจึงเป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ “คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)” ที่กำหนดว่าบริษัทจะต้องตั้ง “เงินสำรองประกันภัย” เพื่อให้มีเงินเพียงพอแก่ลูกค้าในเวลาที่จะต้องใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการถอนก่อนครบกำหนดสัญญา หรือเงินที่ต้องคืนตามสัญญาเมื่อสิ้นสุดสัญญาประกันภัย 

              “เงินสำรองประกันภัย” สำหรับลูกค้าในที่นี้จะต้องคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะลงทุนได้ (เพราะคงไม่เอาเงินไปฝังไว้ในตุ่มเฉยๆ) อัตราการถอนเงินออกก่อนครบกำหนดสัญญา (เพราะไม่ต้องตั้งเงินสำรองให้กับคนที่ถอนเงินออกไปแล้ว) อัตราการตายของลูกค้า (ถ้าลูกค้าตายก็จะเอาเงินสำรองส่วนนี้ออกไป และจ่ายค่าสินไหมทดแทน) ให้เป็นไปตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ซึ่งว่าด้วยอัตราดอกเบี้ยบวกกับความน่าจะเป็นต่างๆ ในการจำลองธุรกิจ

สิ่งที่แตกต่างกันและเป็นคำถามระหว่างธุรกิจประกันภัยกับธุรกิจอื่น (เช่น ฟิสเนส) เวลาที่ “ได้รับเงินก้อนมาก่อนและมีพันธะที่จะต้องส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าไปตามที่สัญญา” ก็คือ 1) ถ้าถอนก่อนแล้วจะมีเงินคืนหรือไม่ และ 2) ได้มีการตั้งเงินสำรองทางคณิตศาสตร์ประกันภัยสำหรับลูกค้าหรือไม่

               ธุรกิจที่ชำระเงินล่วงหน้าไปเป็นก้อนแบบนี้อาจจะระบุในสัญญาว่า ลูกค้าจะไม่มีสิทธิได้รับเงินคืนแม้แต่สตางค์เดียวในเวลาที่อยากจะยกเลิกสัญญา ซึ่งว่ากันในทางกฎหมายแล้ว ถ้าลูกค้าเองยินยอมที่จะเซ็นสัญญาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ หากแต่สำหรับสินค้าประกันนั้น สัญญาประกันภัยในแต่ละฉบับสำหรับธุรกิจประกันภัยนั้นจะต้องได้รับการอนุมัติจาก “คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)” เสียก่อนว่าจะไม่เป็นการเอาเปรียบลูกค้า

               ปัญหาจะเกิดขึ้นถ้า “เงินสำรองทางคณิตศาสตร์ประกันภัย” สำหรับลูกค้านั้น ไม่ได้ถูกคำนวณเอาไว้หรือถ้าคำนวณเอาไว้ก็คำนวณไว้ได้ไม่เพียงพอ โดยอาจตีความได้ว่า บริษัทเอาเงินก้อนที่รับมาจากลูกค้านั้นมารับรู้เป็นกำไรในปีนั้นเลย แล้วก็ปล่อยให้ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นมาภายหลัง ซึ่งบริษัทก็ต้องไปเอาเงินก้อนจากลูกค้าคนใหม่มาโปะให้กับค่าใช้จ่ายในการใช้บริการของลูกค้าคนเก่าอยู่เรื่อยๆ

               จนเมื่อเวลาที่ลูกค้าเก่ามีจำนวนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายจึงมากขึ้น แต่ทว่าเงินก้อนที่หามาได้จากลูกค้าใหม่ ไม่ได้เติบโตเท่ากับค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นจากลูกค้าเก่า ผลสุดท้ายก็คือการขาดสภาพคล่องและขาดทุนในที่สุด

ที่วิเคราะห์มาทั้งหมดนี้เป็นการตั้งสมมติฐานในมุมมอง นักคณิตศาสตร์ประกันภัย จะถูกหรือจะผิดก็ถือว่านี่เป็นกรณีศึกษาแล้วกันครับ



 โดย : นักคณิตศาสตร์ประกันภัย คุณวุฒิระดับเฟลโล่                               

อาจารย์พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (อาจารย์ทอมมี่)                                                          

FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)