กฎเหล็ก 5 ข้อ ของมาตรฐานบัญชีไทยฉบับที่ 19 ที่ต้องรู้

16 กรกฎาคม 2562

กฎเหล็ก 5 ข้อ ของมาตรฐานบัญชีไทยฉบับที่ 19 ที่ต้องรู้

สำหรับการคำนวณผลประโยชน์พนักงาน ตามมาตรฐานบัญชีไทย ฉบับที่ 19 นั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก และซับซ้อนพอสมควร ดังนั้นเราจึงจะมาสรุปกฎเหล็ก 5 ข้อที่ต้องจำให้ขึ้นใจเกี่ยวกับมาตรฐานฉบับนี้กัน

1. ค่าจ้าง ไม่เท่ากับ เงินเดือน
เคยมีข้อถกเถียงกันว่า คำว่าค่าจ้างในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน หมายถึงอะไร ถ้าบริษัทมีเงินค่าตำแหน่ง หรือค่าวิชาชีพให้พนักงาน จะต้องเอาส่วนนี้มาคำนวณเงินชดเชยให้พนักงานเมื่อเกษียณอายุหรือไม่

ซึ่งข้อสงสัยนี้ เคยมีกรณีฟ้องร้องกันมาแล้ว ซึ่งอ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่  5024/2548 ได้ตัดสินว่าบริษัทจะต้องนำเงินประจำตำแหน่ง ค่ารถ และค่ารับรองอื่น ๆ ที่จ่ายเท่ากันทุกเดือน มาคำนวณเงินชดเชยที่จะต้องจ่ายให้พนักงานด้วย
เจตนาของเรื่องนี้ เกิดจากว่าหากคำนวณเงินชดเชยจากเงินเดือนเท่านั้น อาจจะเกิดช่องโหว่ให้นายจ้างเอาเปรียบลูกจ้างเช่น จะให้เงินเดือนพนักงาน 100,000 บาท แต่แยกย่อยเป็นเงินเดือน 20,000 บาท และค่าจ้างอื่น ๆ เช่น ค่าครองชีพ (Fixed Allowance) อีก 80,000 บาท ทำให้เมื่อเกษียณอายุพนักงานจะได้รับเงินชดเชยจากฐานเงินเดือนเพียง 20,000 บาท



ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับที่ 6 ที่ประกาศใช้เมื่อปลายปี 2561 ได้ประกาศชัดเจนว่าการเกษียณอายุก็ถือเป็นการเลิกจ้าง และจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานตามมาตรา 118 ด้วย
นอกจากนี้ยังมีการประกาศอีกว่า หากบริษัทไม่ได้กำหนดอายุเกษียณ หรือกำหนดไว้เกินกว่า 60 ปี พนักงานสามารถขอเกษียณอายุได้เมื่ออายุครบ 60 ปี และจะมีผลใน 30 วัน เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดจากบริษัทไม่ได้กำหนดอายุเกษียณ หรือกำหนดไว้สูง ๆ เช่น 80 ปี หรือ 90 ปี ทำให้พนักงานจะไม่มีวันได้เกษียณอายุ แต่จะทำงานต่อไปเรื่อย ๆ จนทำไม่ไหว และลาออกไปเอง

3. ภาระผูกพันจากการอนุมาน
คำว่าอนุมานในที่นี้ หมายถึงว่าพนักงานอนุมานว่าจะได้รับ บริษัทจะต้องคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วย ยกตัวอย่างเช่น พนักงานสัญญาจ้างชั่วคราวแบบปีต่อปี ที่จ้างมาทำงานเหมือนพนักงานประจำ นั่งทำงานข้างกันมาตลอด หากถึงวันที่อายุ 60 ปี ก็ควรจะจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานทั้ง 2 คน ไม่ใช่แค่เฉพาะพนักงานประจำเท่านั้น
หรือเคยเจอจากเหตุการณ์จริงว่า ปกติ บริษัทจะมีงบสำหรับจัดงานเลี้ยงประจำปี แต่มีปีหนึ่ง ไม่ได้จัดงาน จึงนำงบส่วนนี้มาซื้อทองแจกให้พนักงานที่อายุงานครบ 10 ปี และประกาศให้เป็นที่รับทราบกันทั้งบริษัท 
แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในสัญญาจ้าง หรือคู่มือพนักงาน แต่พนักงานก็รับทราบแล้ว ดังนั้นบริษัทจะต้องคำนวณผลประโยชน์พนักงานในส่วนนี้ด้วย เพราะถือเป็นภาระผูกพันจากการอนุมาน

4. การประมาณการไปข้างหน้า
ในการคำนวณตามมาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ที่เมื่อคำนวณ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2019 ก็จะได้ภาระผูกพันของสิ้นปี 2019 แล้วนำไปหาส่วนต่างกับภาระผูกพันของสิ้นปี 2018 ได้เป็นค่าใช้จ่ายของปี 2019 แต่การคำนวณผลประโยชน์พนักงานตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย หากไม่ได้เป็นการคำนวณเพื่อปรับปรุงงบย้อนหลัง (Restatement) จะได้ผลลัพธ์คือภาระผูกพัน ณ สิ้นปีที่คำนวณ และค่าใช้จ่ายในอนาคต แต่จะไม่มีตัวเลขค่าใช้จ่ายในปีที่นั้น

เช่น คำนวณ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2019 ก็จะได้ภาระผูกพัน ณ สิ้นปีงบประมาณ 2019 และค่าใช้จ่ายของปี 2020 เป็นต้นไป แต่จะไม่มีค่าใช้จ่ายของปี 2019 ซึ่งค่าใช้จ่ายของปี 2019 นี้จะต้องใช้จากการคำนวณครั้งก่อนหน้า
ซึ่งบ่อยครั้ง หลายบริษัทคิดว่าจะสามารถทำเหมือนการคำนวณแบบ NPAEs ดังนั้นทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ว่า คำนวณครั้งก่อนหน้ามีตัวเลขถึงสิ้นปี 2018 เลยคิดว่าจะมาคำนวณใหม่ ณ สิ้นปี 2019 ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมาคือ

    •     ไม่มีค่าใช้จ่ายของปี 2019 เพราะรายงานเล่มเก่าประมาณการมาไม่ถึง และรายงานเล่มใหม่เป็นการคำนวณไปข้างเท่านั้น
         หากคำนวณแบบปรับปรุงงบย้อนหลัง ก็จะทำให้ตัวเลขที่ย้อนหลังไปถึงสิ้นปี 2018 ไม่ตรงกับที่คำนวณครั้งที่แล้ว เพราะคนละฐานข้อมูล คนละสมมติฐาน
        จะคำนวณส่วนต่างของภาระผูกพัน ณ สิ้นปี 2018 จากรายงานเล่มเก่า และภาระผูกพัน ณ สิ้นปี 2019 แล้วบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายแบบ TFRS for NPAEs ก็ไม่ได้เพราะ หากบันทึกบัญชีตามมาตรฐานบัญชีฉบับที่ 19 จะต้องแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น ต้นทุนบริการ และดอกเบี้ยสุทธิ รวมถึงเมื่อคำนวณใหม่ก็จะต้องมีผลกำไรขาดทุนจากการประมาณการตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Gains and Losses)
ดังนั้นจึงเป็นกฎเหล็กที่สำคัญว่า ถ้าไม่ต้องการคำนวณแบบปรับปรุงงบย้อนหลัง หากรายงานผลการประมาณการเล่มเก่าประมาณการล่วงหน้ามาถึงปีใด ก็จะต้องคำนวณใหม่ภายในปีนั้น เช่น หากเคยคำนวณเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2016 และประมาณการมาจนถึงปี 2019 ก็จะต้องคำนวณใหม่ภายในปี 2019 จะเว้นไปคำนวณ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2020 ไม่ได้



5. การคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
สำหรับคุณวุฒินักคณิตศาสตร์ประกันภัย จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
         ระดับสามัญ คือผู้ที่สอบผ่านวิชาพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ประกันภัย 5 หลักสูตร ที่เทียบเท่าความรู้ระดับปริญญาตรี เช่น คณิตศาสตร์การเงินสถิติความน่าจะเป็น ทฤษฎีและการพัฒนาแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์การเงินต่าง ๆ
            ระดับแอสโซซิเอท คือ นักคณิตศาสตร์ประกันภัยระดับสามัญ ที่มีประสบการณ์ และสอบผ่านความรู้ที่นำมาประยุกต์ได้จริง สอบผ่านทั้งหมด 7 หลักสูตร
            ระดับเฟลโล่ คือ ผู้ที่สอบผ่านครบทั้งหมด 10 หลักสูตร และมีคุณวุฒิในการประกอบวิชาชีพนี้โดยสมบูรณ์แล้ว ที่มีประสบการณ์เฉพาะทางด้านสายนั้น ๆ
นักคณิตศาสตร์ประกันภัยระดับเฟลโล่ คือ นักคณิตศาสตร์ประกันภัยที่สอบผ่านวิชาที่จำเป็นครบถ้วนหมดแล้ว เปรียบได้กับ ใบประกอบโรคศิลป์ของหมอ หรือ วุฒิ CPA ของผู้สอบบัญชี โดยในต่างประเทศ มีข้อกำหนดว่าผู้ที่จะคำนวณและเซ็นรับรองได้จะต้องเป็น Qualified Actuary หรือก็คือนักคณิตศาสตร์ประกันภัยระดับเฟลโล่ 

ส่วนในประเทศไทยจะไม่ได้มีข้อกำหนดที่ชัดเจน เพียงแต่ใช้คำว่า ผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ซึ่งเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ก็ควรจะเลือกนักคณิตศาสตร์ประกันภัยระดับเฟลโล่  (และก็บอกเกี่ยวกับเรื่องว่า ผลประโยชน์พนักงานระยะยาว ก็เหมือนกับ สัญญาระยะยาวของธุรกิจประกันภัย นั่นก็คือ ธุรกิจประกันชีวิต ดังนั้น ในอเมริกา คนที่จะเป็นเฟลโล่ ก็มีหลายแขนง แต่แขนงที่เป็นเฟลโล่ประกันชีวิต จะคำนวณผลประโยชน์พนักงานระยะยาวได้ - เขียนอะไรทำนองนี้เป็นต้น)

ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อ และระดับคุณวุฒิของนักคณิตศาสตร์ประกันภัยได้ที่ www.soat.or.th



บทความที่เกี่ยวข้อง



ติดต่อสอบถามหรือติดตามจะได้ไม่พลาดข่าวสารสำคัญจากเรา