ประเภทของผลประโยชน์พนักงานตามมาตรฐานการบัญชีไทย ฉบับที่ 19

8 สิงหาคม 2562

ตามมาตรฐานการบัญชีไทย ฉบับที่ 19 (TAS19) ได้แบ่งประเภทของผลประโยชน์พนักงานออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

     1. ผลประโยชน์ระยะสั้น

ผลประโยชน์ระยะสั้น คือผลประโยชน์ของพนักงาน (ที่มิใช่ผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง) ซึ่งคาดว่าจะจ่ายชำระทั้งจำนวนก่อน12 เดือนหลังวันสิ้นรอบระยะเวลารายงานประจำปี ที่พนักงานได้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้ การตั้งเงินสำรองจะเป็นการตั้งแบบปีต่อปี ยกตัวอย่างได้ดังนี้
    • ค่าจ้าง เงินเดือน เงินสมทบกองทุนประกันสังคม
    • ส่วนแบ่งกำไร หรือโบนัส
    • Fixed Allowance เช่น ค่าน้ำมัน ค่าวิชาชีพ 
    • ค่าจ้างพิเศษ เช่น ค่าแรงล่วงเวลา (OT) ค่าเข้าเวรของหมอหรือพยาบาล
    • ผลประโยชน์ที่ไม่เป็นตัวเงิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าที่พักอาศัย ยานพาหนะ และสินค้าหรือบริการที่ให้เปล่าหรือในลักษณะอุดหนุน
    • การลาระยะสั้นที่ได้รับผลตอบแทน

2. ผลประโยชน์หลังเลิกจ้าง

ผลประโยชน์หลังเลิกจ้าง หมายถึง ผลประโยชน์ของพนักงานที่ให้เพื่อแลกเปลี่ยนกับการเลิกจ้าง งานของพนักงาน ซึ่งเป็นผลจากข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
• การตัดสินใจของกิจการที่จะเลิกจ้างพนักงานก่อนวันออกจากงานตามปกติ
• การตัดสินใจของพนักงานที่จะยอมรับข้อเสนอของผลประโยชน์เพื่อแลกเปลี่ยนกับการเลิกจ้าง
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ผลประโยชน์หลังเลิกจ้างคือผลประโยชน์ที่บริษัทจ่ายให้พนักงาน เพื่อเป็นเงินชดเชยจากการไล่ออก หรือให้ออกเนื่องจากปรับโครงสร้างองค์กร รวมถึงการให้ออกก่อนเวลาเกษียณ ในรูปแบบของ early retire

3. ผลประโยชน์หลังออกจากงาน

ผลประโยชน์หลังออกจากงาน คือผลประโยชน์ที่จ่ายให้พนักงานหลังจากการจ้างงานสิ้นสุดลง หรือพูดง่าย ๆ ว่าเกษียณอายุ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
3.1    โครงการสมทบเงิน (Defined Contribution: DC)
คือ ผลประโยชน์ที่กิจการจ่ายเงินสมทบในจำนวนที่แน่นอนให้แก่กิจการที่แยกต่างหาก (กองทุน) และไม่มีภาระผูกพันตามกฎหมายหรือภาระผูกพันจากการอนุมานที่ต้องจ่ายเงินสมทบอีก หากกองทุนไม่สามารถดำรงสินทรัพย์เพียงพอที่จะจ่ายผลประโยชน์ของพนักงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของพนักงานในงวดปัจจุบันและงวดก่อน ๆ ถึงแม้โครงการจะเจ๊ง ก็ไปเอาเรื่องที่นายจ้างไม่ได้ เพราะลูกจ้างเป็นคนรับความเสี่ยงเองทั้งหมด 
กล่าวคือเงินในกองทุนนี้จะเอาไปลงที่ไหน ความเสี่ยงแบบไหน ก็ขึ้นกับลูกจ้างจะระบุเลย ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร และอื่น ๆ (รายละเอียด อ่านได้ที่ ให้เงินทำงาน เล่ม 1 และ ให้เงินทำงาน เล่ม 2 ของอาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)
และที่สำคัญ โครงการสมทบเงินจะไม่มีการการันตีว่าเมื่อเกษียณอายุ ลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชยจำนวนเท่าไร ขึ้นกับผลประกอบการของกองทุนล้วน ๆ

โครงการสมทบเงิน (Defined Contribution: DC) ผลประโยชน์พนักงาน

จากรูปจะเห็นว่าในอนาคตกองทุนอาจจะเติบโตขึ้นหรือลดลงก็ได้ และไม่มีการันตีว่าพนักงานจะได้รับเงินเท่าไรในอนาคต

ตัวอย่างของโครงการสมทบเงิน
1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) คือ กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้น โดยเงินของกองทุนมาจากเงินที่ลูกจ้างจ่ายส่วนหนึ่งเรียกว่า "เงินสะสม“ และนายจ้างจ่ายเงินเข้าอีกส่วนหนึ่งเรียกว่า "เงินสมทบ” กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นลักษณะของสวัสดิการที่นายจ้างมีให้กับลูกจ้างเพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐผ่านกฎหมายที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ความสำคัญของ การจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากจะทำให้ลูกจ้างมีการออมอย่างต่อเนื่อง มีวินัย และมีนายจ้างช่วยออมแล้วยังมีการนำเงินไปบริหารให้เกิดดอกผลงอกเงยโดยผู้บริหารมืออาชีพ และดอกผลที่เกิดขึ้นจะนำมาเฉลี่ยให้กับสมาชิกกองทุนทุกคนตามสัดส่วนของเงินที่แต่ละคนมีอยู่ในกองทุน

2. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญ และให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชเมื่อออกจากราชการ เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิก และเพื่อจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่สมาชิก

โครงการสมทบเงินอื่น ๆ นอกเหนือจากผลประโยชน์พนักงาน
1. LTF หรือ Long Term Equity Fund หรือ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนใน “หุ้น” ไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่ากองทุน เหตุผลในการจัดตั้งกอง LTF ขึ้นมา ก็เพื่อช่วยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว ทำให้ตลาดหุ้นมีสภาพคล่อง มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นแรงจูงใจกับผู้ลงทุน
2. RMF หรือ Retirement Mutual Fund หรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนที่ส่งเสริมให้เราออมเงินระยะยาวเพื่อใช้ยามเกษียณ โดยการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นแรงจูงใจกับผู้ลงทุนเช่นเดียวกับ LTF
3. ประกันควบการลงทุน หรือ Unit Linked Insurance Policy (ULIP) เป็นกรมธรรม์ควบการลงทุน ที่ให้ความคุ้มครองชีวิตกับผู้เอาประกันและในขณะเดียวกันผู้เอาประกันสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวม ตามกองทุนและเงื่อนไขที่บริษัทประกันกำหนด เป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้เอาประกันในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากการลงทุนผ่านกองทุนรวม อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ Unit Linked บริษัทประกันจะไม่มีการรับรองผลตอบแทนขั้นต่ำให้ ดังนั้น ผู้เอาประกันมีโอกาสขาดทุนจากการลงทุนผ่านกองทุนรวม
ทั้ง 3 ตัวอย่างนี้ไม่ใช่กองทุนสำหรับผลประโยชน์พนักงาน โดยกองทุนนี้นายจ้างไม่ได้สมทบ แต่โครงสร้างเหมือนกัน คือ สมทบด้วยเงินตัวเองล้วน ๆ ซึ่งก็ไม่มีการการันตี และกองทุนรวมทั่วไปจะสมทบเงินเข้าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเกษียณอายุ

3.2    โครงการผลประโยชน์ (Defined Benefit: DB)
หากโครงการสมทบเงินไม่มีการการันตีจำนวนเงิน โครงการผลประโยชน์ก็คือตรงกันข้าม นั่นคือมีการการันตีว่าจะจ่ายเงินเท่าไร มีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน และในประเทศไทยมีกฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชยด้วย ดังนั้นจึงมีภาระผูกพันตามกฎหมาย เช่น จ่าย 1,000,000 บาท หรือ จ่าย 10 เท่าของเงินเดือนเมื่อพนักงานเกษียณอายุ


โครงการผลประโยชน์ (Defined Benefit: DB) ผลประโยชน์พนักงาน


ตัวอย่างโครงการผลประโยชน์
1. เงินชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (LSP) ซึ่งมีข้อกำหนดการจ่ายเงินชดเชยดังนี้

 เงินชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (LSP) - ผลประโยชน์พนักงาน
ซึ่งผลประโยชน์ตัวนี้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างจะมีภาระผูกพันตามกฎหมาย ซึ่งหลีกเลี่ยงที่จะจ่ายผลประโยชน์นี้ไม่ได้
2. ประกันชีวิต  หรือ กรมธรรม์ประกันชีวิต หมายถึงสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า "ผู้เอาประกันภัย" มีหน้าที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันให้กับกรมธรรม์คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า "ผู้รับประกันภัย" และเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต หรืออยู่ครบตามสัญญาของกรมธรรม์ ทางฝ่าย "ผู้รับประกันภัย" ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายผลตอบแทน เรียกว่า "ค่าสินไหมทดแทน หรือ เงินเอาประกันภัย" ให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุในกรมธรรม์
3. การรักษาพยาบาลภายหลังออกจากงาน
4. บำเหน็จ และบำนาญ
สรุปความแตกต่างระหว่างโครงการสมทบเงิน และโครงการผลประโยชน์ 

ความแตกต่างระหว่างโครงการสมทบเงิน และโครงการ ผลประโยชน์พนักงาน

4. ผลประโยชน์ระยะยาวอื่น

มาตรฐานการบัญชีไทยฉบับที่ 19 ได้นิยามผลประโยชน์ระยะยาวอื่นว่า ผลประโยชน์ทั้งหมดของพนักงานที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ระยะสั้นของพนักงาน ผลประโยชน์หลังออกจากงาน และผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง ยกตัวอย่าง เช่น
    • ผลประโยชน์จากการทำงานต่อเนื่อง (LSA) เช่น ให้ทองคำ 1 บาท แก่พนักงานที่มีอายุงานครบ 5 ปี หรือ 10 ปี เป็นต้น
    • การลาระยะยาวที่ยังได้รับผลตอบแทน เช่น การให้ลางานระยะยาวหลังจากทำงานเป็นระยะเวลานาน การลาในปีที่เว้นจากการทำงาน เป็นต้น
    • ผลประโยชน์เกี่ยวกับทุพพลภาพในระยะยาว
    • ผลตอบแทนที่จะจ่ายหลังจากสิ้นงวดที่มีสิทธิได้รับ
ซึ่งจะมีเพียง 2 จาก 4 แผนผลประโยชน์เท่านั้น ที่มาตรฐานการบัญชีไทย ฉบับที่ 19 นั้นสนับสนุนให้คำนวณด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย นั่นก็คือ ผลประโยชน์หลังออกจากงาน และผลประโยชน์ระยะยาวอื่น สาเหตุเป็นเพราะทั้ง 2 แผนผลประโยชน์นี้ เป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระยะยาว และไม่สามารถรับรู้ค่าใช้จ่ายได้ภายใน 12 เดือน จึงต้องมีการนำหลักคณิตศาสตร์ประกันภัยมาช่วยคำนวณ ต่างจากพวกเงินเดือน โบนัส หรือเงินชดเชยเมื่อไล่ออก ที่เป็นผลประโยชน์ระยะสั้น ๆ สามารถรับรู้ได้ทันที 



FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)
นายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย
อาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย 
อาจารย์ที่ปรึกษาบทภาพยนตร์ Love Battle รัก 2 ปียินดีคืนเงิน 
และผู้แต่งหนังสือ 
  • The Top Job Secret ภาค 1 – อาชีพเงินล้านที่คนไทยยังไม่รู้จัก
  • The Top Job Secret ภาค 2 - ทำน้อยได้มาก ฉลาดเลือกงาน 
  • ให้เงินทำงาน ภาค 1 - การจัดการสินทรัพย์และหนี้สินให้ถูกวิธี (Asset Liability Management)
  • ให้เงินทำงาน ภาค 2 - วิเคราะห์ภาษีกับนักคณิตศาสตร์ประกันภัย (ตัดสินใจวางแผนการออมเพื่อประโยชน์ทางภาษี)





Like Share

บทความอื่น